แสดงเมนู
แสดงช่องค้นหา

การค้นพบสุดลึกลับของ นักโบราณคดี ที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้!!

ในช่วงเวลา 200 ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบของ “นักโบราณคดี” ที่น่าสนใจ และเป็นเรื่องที่ลึกลับมากมายจนนักวิทยาศาสตร์ก็หาคำตอบไม่ได้ จนทำให้นักวิทยาหลายคน หรือนักประวัติศาสตร์ มองว่าเป็นเรื่องไม่จริง หรือเรื่องแต่ง ทั้งๆ ที่หากพิสูจน์ได้ขึ้นมามันอาจจะเป็นเรื่องที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไปเลยก็ได้

แต่เรื่องที่แย่ที่สุดก็คือ นักโบราณคดีที่ตัดสินใจค้นหาความจริงต่อไป กลับถูกมองว่าเป็นตัวตลก ทำไปทำไม และถูกเพิกเฉยจากสังคมนักวิชาการ เรามาดูเรื่องราวการค้นพบเหล่านั้นกันเลย

1.Antikythera Mechanism

ancientcomputer_1
wikipedia

อายุเก่าแก่กว่า 100-150 ปีก่อนคริสตกาล เครื่องกลนี้คล้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ มันถูกใช้เป็นตัวระบุ หรือทำนาย ตำแหน่งของดวงดาว ทำนายปฏิทินจันทรุปราคา โดยจากการศึกษานั้นพบว่า มันเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนคล้ายนาฬิกา และคอมพิวเตอร์แบบอนาล็อก มีส่วนประกอบที่เป็นเกียร์ ถึง 30 เกียร์

โดยชิ้นส่วนนี้ค้นพบจากซากเรือ Antikythera ที่นอกชายฝั่งของเกาะ Antikythera ในกรีซ ซึ่งเชื่อว่าถูกสร้างและออกแบบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกโบราณ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนชิ้นสุดท้าย และไม่มีอะไรที่ซับซ้อนกว่านี้ถูกพัฒนาอีกเลยจนถึงยุคกลางนั่นเอง

2.Baghdad Battery

battery
wikipedia

หรือเรียกอีกอย่างว่า Parthian Battery นั้น ถูกพบหลายที่ในประเทศอิรัก และมีอายุในช่วง 200-500 ก่อนคริสตกาล หรือในยุคของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งนั่นหมายความว่า คนในยุคโบราณดูเหมือนจะมีความรู้เรื่องไฟฟ้า ก่อนการค้นพบของเบนจามิน แฟรงคลินเสียอีก แต่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มองว่ามันคือ วิธีในการเชื่อมอัญมณีด้วยไฟฟ้า แต่ยังไม่มีการยืนยันแน่นอน

ทั้งนี้ นักทฤษฎีหลายคนที่สนับสนุนในการค้นพบนี้ออกมาบอกว่า ในอดีตมีการใช้ไฟฟ้ามาก่อนแล้ว อาทิ มีการใช้จุดไฟเหนือหอคอยที่อเล็กซานเดรียประเทศอียิปต์ และในอุโมงค์ในปิรามิด ซึ่งถ้าเป็นเรื่องจริง ก็เป็นการบอกว่า มีการค้นพบเซลล์ไฟฟ้าก่อนที่ Alessandro Volta จะค้นพบในปี 1800 นับพันปีเลยทีเดียว

3.Baltic Sea Anomaly

baltic anomaly
blog.world-mysteries.com

กลุ่มของนักดำน้ำชาวสวีเดน Ocean X ทำการค้นพบวัตถุต้องสงสัยและไม่สามารถระบุได้ ในเดือนมิถุนายน 2011 ที่คล้ายจะเป็น UFO ซึ่งการค้นคว้าต่อมาพบว่า มันน่าจะมีอายุกว่า 140,000 ปี ใต้ทะเลบอลติก มีลักษณะเป็นรูปร่างคล้ายหิน ก้อนกลม

จากการค้นพบนั้น มันคล้ายๆ แกรนิตหยาบ ขนาดหนา 3-4 เมตร กว้าง 60 เซนติเมตร ตามเส้นผ่านศูนย์กลาง อยู่ลึกลงไป 85-90 เมตร มีอีกชิ้นนึงที่อยู่ไม่ไกลออกไป ราว 300 เมตร ซึ่งคล้ายๆ จะ “runaway”

baltic runway
blog.world-mysteries.com

ซึ่งความแปลกก็คือ ถ้ามีเรือล่องไปอยู่เหนือสิ่งนี้ เครื่องยนต์จะดับทันที หรือขัดข้องทันที เมื่อห่างออกไป ก็กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม ทำให้นักวิทยาศาสตร์งงมาก

4.กระโหลกแก้วคริสตัล

crystal-skull
blog.world-mysteries.com

ตั้งแต่มีการค้นพบครั้งแรก ก็มีการถกเถียงกันอย่างหนาหู เพราะมีหลายคนบอกว่ามีหลายครั้งที่เป็นของปลอม แต่ในขณะที่การสืบค้นต่อมา มีหลายด้านที่น่าเชื่อว่ามันมาจากยุคโบราณ แต่ยังไม่มีใครสืบทราบได้ว่ามันถูกสร้่างขึ้นมาทำไม และสร้างขึ้นมาอย่างไร เพราะมันไม่มีร่องรอยของเครื่องมือเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่จากการศึกษาเพิ่มเติมนั้นคาดว่า น่าจะมาจากยุค pre-Columbian Mesoamerican โดยสำหรับคนที่เชื่อในเรื่องลี้ลับ นั้น มีหลายคนเคลมว่า กระโหลกแก้วนี้ มีอำนาจลึกลับอยู่ภายใน อาทิ Anna Mitchell-Hedges ลูกสาวของนักผจญภัยที่เคยพบมันเข้าโดยบังเอิญนั้นบอกว่า กระโหลกนี้สามารถทำให้หยั่งรู้ล่วงหน้าได้ รักษาโรคมะเร็งได้ และครั้งหนึ่งเธอเคยใช้อำนาจของมันในการฆ่าคนอีกด้วย!

5.วัตถุบินได้ของยุคโบราณ

airplane model
hiddennorthamericanarchaeology.blogspot.com

มนุษย์เราใฝ่ฝันอยากบินได้มานานนับพันปีแล้ว เมื่อเราเห็นนกบินอย่างเป็นอิสระบนท้องฟ้า แต่นั่นต้องใช้เวลานาน จนกว่ามนุษย์จะสามารถคิดค้นไอเดียแบบนี้ขึ้นมาได้ในศตวรรษที่ 13 จนกว่าลีโอนาโด ดาร์วินชี่ จะคิดค้นสิ่งที่มีปีกคล้ายเครื่องบินขึ้นมาได้ในศตวรรษที่ 16 และจนกว่าสองพี่น้องตระกูลไรท์ จะสร้างความฝันนั้นขึ้นมาเป็นความจริงในการสร้างเครื่องบินลำแรกในปี 1903

แต่ในที่สุด ก็มีนักโบราณคดีเชื่อว่า มนุษย์เคยสร้างวัตถุที่บินได้มาก่อนหน้านั้นแล้ว ก่อนหน้านั้นมากจริงๆ นานมากจนหลายคนคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล่าและไม่เป็นความจริงหรือไม่

สิ่งนั้นถูกค้นพบในปี 1898 ในสุสานของ Saqquara ในอียิปต์ ซึ่งเชื่อว่ามีอายุราว 200 ปีก่อนคริสตกาล

egypt_plane
blog.world-mysteries.com

นอกจากนี้ Gold trinkets ยังค้นพบในดินแดนแถบอเมริกากลาง และชายฝั่งแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเชื่อว่ามีอายุในช่วง คศ. 500-800

central america plane
blog.world-mysteries.com

6.พบรอยเท้าของมนุษย์และไดโนเสาร์อยู่ด้วยกัน

fossils
blog.world-mysteries.com

การค้นพบซากฟอสซิลรอยเท้ามนุษย์และไดโนเสาร์อยู่ด้วยกันจะทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับที่มาของมนุษย์ถูกลบล้างหรือไม่?

ทั้งนี้การค้นพบที่เป็นที่ถกเถียงมากที่สุดของการเจอซากรอยเท้ามนุษย์และไดโนเสาร์อยู่ด้วยกันนั้นคือการค้นพบที่ Paluxy River สหรัฐอเมริกา เพราะถ้าหากมันคือเรื่องจริง มันจะทำให้ทุกสิ่งที่อย่างที่เราเรียนและเชื่อมาว่า มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิงคือเรื่องโกหก เพราะสิ่งที่พวกเขาค้นพบเกิดขึ้นมาหลายพันล้านปี แต่วิวัฒนาการจากลิงสู่มนุษย์มันเป็นแค่ 7 ล้านปีเท่านั้น และเราเชื่อมาตลอดว่า ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปกว่า 65 ล้านปีแล้วนั่นเอง

7.รังสีจากซากมนุษย์ที่มีอายุ 8,000-12,000 ปี

harappa
blog.world-mysteries.com

พบเรื่องราวแปลกๆ นี้ที่เมืองในอินเดียและปากีสถาน ได้แก่เมือง Harrapa และเมือง Mohenjo-Daro ก็คือ มีการเจอซากมนุษย์ที่มีกัมมันตรังสีออกมา และมีก้อนอิฐที่ละลาย

ทั้งนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้มีการขุดเมืองโบราณแห่งนี้ และทำให้พบระเบิดอะตอมมิค ที่มีอายุย้อนไปยาวนานกว่า 8,000 – 12,000 ปี ซึ่งนักวิทยาศาสตร์นึกไม่ออกเลยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร นอกจากเสียจากจะเป็นระเบิดนิวเคลียร์ เพราะดูจากปฏิกิริยา ที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่อยู่รอบๆ ซากมนุษย์เหล่านั้น

8.ซากโคเคนและยาสูบในมัมมี่

MUMMY_071007_wideweb__470x2640
blog.world-mysteries.com

นักวิจัยออกมาบอกว่าเขามีหลักฐานของการค้นพบซากโคเคน ใบยาสูบ และฮาร์นิช ในซากมัมมีของชาวอียิปต์โบราณ และซูดาน ที่มีอายุกว่า 3,000 ปี

คุณไม่มีทางเชื่อแน่ๆ ถ้าคุณเชื่อว่า ไม่มีทางเชื่อมต่อกันระหว่างอเมริกาใต้และอียิปต์ เพราะต้นโคคามีปลูกขึ้นที่อเมริกาใต้เท่านั้น และใบยาสูบที่ไม่มีที่อียิปต์ในตอนนั้น แต่มีการค้นพบซากของสองสิ่งนี้ในมัมมี่จากอียิปต์โบราณได้อย่างไร

9.ท่อน้ำประปาโบราณในจีน

piping
blog.world-mysteries.com

ในจังหวัด Qinghai province ซึ่งเป็นที่ที่ไม่น่าจะอยู่ได้สำหรับมนุษย์ ในแถบภูเขา Baigong ที่ประเทศจีน มีการค้นพบท่อน้ำหลายร้อยท่อ จากถ้ำ 3 ถ้ำ ไปยังทะเลสาบน้ำเกลือด้านล่าง และยังพบท่ออีกมากมายที่ทะเลสาบ และบริเวณชายหาดอีกด้วย ยังไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไม แต่ที่แปลกที่สุดคือมันน่าจะมีอายุราว 150,000 ปีแล้ว

ซึ่งนักวิจัยใช้เทคนิค thermoluminescence ในการระบุุว่าวัตถุโบราณอายุประมาณเท่าไหร่แล้ว ซึ่งความจริงก็คือ เป็นที่เชื่อว่ามนุษย์ได้อยู่อาศัยในดินแดนนั้นได้เพียงแค่ 30,000 ปีเท่านั้น และคนแรกๆ ที่อาศัยนั้นเป็นพวกชนเผ่าเร่ร่อนที่ไม่สามารถมีเทคโนโลยีซับซ้อนแบบนั้นได้

10.Giant Balls of Costa Rica.

CostaRicsaStonesSpheres4
blog.world-mysteries.com

หนึ่งในสิ่งที่ค้นพบและแปลกที่สุดคือการค้นพบที่ Diquis Delta ณ ประเทศ Costa Rica ในช่วงปี 1930s นั้น มีหินทรงกลมหลายร้อยก้อนถูกค้นพบ มีขนาดเล็กตั้งแต่ ไม่กี่เซนติเมตรจนถึง หินทรงกลมหนัก 16 ตัน ซึ่งเกือบทั้งหมดทำมาจาก granodiorite หินที่หนักและแข็งมาก

นักวิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้เลยว่า ลูกทรงกลมขนาดใหญ่นี้ใครเป็นคนสร้าง สร้างทำไม เพราะอะไร แต่น่าเสียดาย ที่มีคนขโมยไป บ้างก็ถูกทำลาย จนตอนนี้เหลือเพียงไม่มากแล้ว

11.สิ่งก่อสร้างที่มีส่วนล็อกประสานในตัวที่ชื่อ Puma Punku

interlocking
blog.world-mysteries.com

Puma Punku คือส่วนหนึ่งของวัดขนาดใหญ่ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Tiwanaku Site near Tiwanaku, Bolivia ซึ่งวิศวกรยังคงทึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสิ่งก่อสร้างโบราณนี้ ที่มี interlock segment หรือ ส่วนที่เชื่อมประสานกันอยู่ภายใน โดยใช้ diorite ที่มีขนาดหนักหลายตันมาประกอบกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หนักที่สุดนอกเหนือจากเพชร

ซึ่งนักวิศวกรสมัยใหม่ยอมรับแล้วว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างเลียนแบบสิ่งนี้ได้ในปัจจุบัน ที่จะคำนวนได้ถูกต้องแม่นยำเพียงนั้น

12.The Voynich Manuscript

voynichmanuscript1_1
blog.world-mysteries.com

ถึงแม้ว่าต้นฉบับนี้จะเป็นที่ยืนยันแล้วว่าเป็นของจริงจากยุคกลาง แต่ยังไม่มีใครสามารถถอดรหัสได้

โดยตัวของต้นฉบับนี้นั้นมี สัญลักษณ์รูปภาพกว่า 17,000 รูป ส่วนมากใช้ปากกาในการวาด ซึ่งส่วนที่เป็นตัวอักษรมีการใช้ตัวอีกษรเพียง 30 ตัวเท่านั้น ส่วนภาษาที่ใช้นั้น ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า คล้ายๆ กับการใช้ธรรมชาติ และภาษากายของมนุษย์มาช่วย และตัวต้นฉบับหนังสือนี้น่าจะครอบคลุมทั้งเรื่องราวของ ชีววิทยา สมุนไพร ดวงดาว และตำราการแพทย์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่มีใครมั่นใจจนกว่ามันจะถูกถอดรหัสสำเร็จ

H/T: World Mysteries | Wereblog

ถ้าคุณชอบเรื่องนี้ ก็อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ แบบนี้ให้เพื่อนๆ และคนรอบข้างของคุณด้วยล่ะ แชร์เลย!

ปิดพาเนล
กลับขึ้นไปด้านบน