แสดงเมนู
แสดงช่องค้นหา

ด้านมืดการศัลยกรรมเสริมความงามของเมืองไทย ในสายตาฝรั่ง

นี่คือบางส่วนจากบทความ เรื่อง “The dark side of cosmetic surgery in Thailand” หรือด้านมืดของการศัลยกรรมความงามในประเทศ ไทย ที่เขียนโดยนายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำประเทศ ไทย เผยแพร่บทเว็บไซต์ของบีบีซี เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ลองไปดูว่าเขานำเสนอภาพของประเทศไทย สู่สายตาฝรั่งด้วยกันอย่างไรบ้าง

นายโจนาธาน เริ่มต้นเล่าเรื่องถึงเหตุการณ์นางสาวจอย วิลเลียมส์ ที่เข้ารับบริการศัลยกรรมเสริมความงาม ในประเทศ ไทย เมื่อเดือนตุลาคมของปีก่อน โดยหวังว่าจะได้รับบริการ สมกับที่ชาวต่างชาติยกย่องประเทศไทยให้มีชื่อในด้านนี้

อย่างไรก็ตาม แผลของเธอกลับติดเชื้อ จนเธอเสียชีวิตคายาสลบในคลีนิคเสริมความงามที่พยายามจะผ่าตัดแก้ไขให้เธอนั่นเอง คดีนี้แพทย์เจ้าของไข้ถูกดำเนินคดี และคลีนิคถูกสั่งปิด และเป็นที่ชัดเจนว่าหมอคนไข้ไม่มีใบอนุญาต

นางวิลเลียมส์เป็นหนึ่งในชาวต่างชาติอีกหลายพันคนที่มุ่งหน้ามายังประเทศ ไทย เพื่อรับการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมความงาม ด้วยเหตุผลดีๆ หลายอย่าง เช่น ราคาถูกว่าในยุโรปและสหรัฐฯถึง 1 ใน 3 เครื่องไม้เครื่องมือระดับโลก และไทยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในหลายสาขา

BBC
BBC

ในปี 2010 เฮเลนา เกรซ ซึ่งอาศัยอยู่ที่กรุงเทพอยู่แล้ว ตัดสินใจผ่าตัดเปลี่ยนรูปจมูกของเธอ เธอบอกว่าเห็นโฆษณาของโรงพยาบาลดังแห่งหนึ่งที่ระบุว่า “รับประกันความพอใจ”

แต่หลังจากพักฟื้น เธอกลับพบว่าจมูกของเธอกลับผิดเพี้ยนไปจากรุปร่างที่เธอต้องการ เธอหายใจไม่สะดวก หายใจได้ด้วยรูจมูกข้างเดียวเท่านั้น

โรงพยาบาลที่ศัลยกรรมเธอ ปฏิเสธที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดแก้ไข แต่พวกเขาเสนอคืนเงินการผ่าตัดครั้งแรกมาให้แทน เธอฟ้องร้องต่อศาล แต่ศาลไม่รับฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอว่า มีการเพิกเฉย ให้เกิดความเสียหาย

BBC
BBC

นายเจมส์ โกลด์เบิร์ก คุณพ่อผู้สูญเสียลูกชาย จากการรักษาอาการบาดเจ็บที่ขา ในโรงพยาบาลดังแห่งหนึ่งของไทย เขาเชื่อว่าเป็นเพราะแพทย์ให้ยาเกินขนาดทำให้ลูกเขาตาย แต่ที่กังวลกว่านั้น คือการเรื่องนี้ไม่เคยได้รับการสอบสวนอย่างเหมาะสมจากตำรวจ

“ไม่มีทนายรัฐทำหน้าที่แทนคุณ ถ้าจะฟ้องส่วนตัวก็ต้องไปจ้างทนายเอาเอง แต่โอกาสชนะน้อยมาก”

นอกจากนี้ตำรวจยังขาดผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ พวกเขาต้องฟังความเห็นจากแพทยสภาว่าจะตั้งข้อกล่าวหาหรือไม่ ทั้งที่สภานี้ตั้งขึ้นจากผู้แทนในอุตสาหกรรมการแพทย์ จึงมีแรงจูงใจน้อยมากที่จะเล่นงานเพื่อนร่วมอาชีพ

ที่มา: BBC

ปิดพาเนล
กลับขึ้นไปด้านบน