แสดงเมนู
แสดงช่องค้นหา

อ่านทีเดียวจบ ทำไมสหรัฐฯ จึง เพลี่ยงพล้ำหนัก เมื่อรัสเซียเปิดฉากถล่ม ISIS

หลายคนคงทราบข่าวมากันบ้างแล้วว่าปัญหาในซีเรีย และการลุกลามของพวก ISIS ในตะวันออกลาง ที่สหรัฐฯแก้ปัญหาไม่จบ วันนี้รัสเซียได้ยื่นมือเข้ามาร่วมวงด้วยแล้ว และ 2 ชาติยักษ์ใหญ่ยังมีท่าทีไม่ลงรอยกัน เพราะรัสเซียเข้าช่วยเหลือรัฐบาลซีเรีย ถล่มกองกำลังฝั่งตรงข้าม ทั้ง ISIS และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ซึ่งสหรัฐฯมีท่าทีสนับสนุน

Getty Images
Getty Images

ดิ อีโคโนมิสต์ ( The Economist) บอกว่ากองกำลังรักษาความสงบในอิรัก ต่างยินดีและสนับสนุนรัสเซียที่ยื่นมือเข้ามาปฏิบัติการทางทหารในจะวันออกกลาง เพราะรัสเซียถือเป็นคำตอบ แทนที่ความล้มเหลวของสหรัฐฯในการสู้รบกับกลุ่ม ISIS ตลอดระยะเวลา 16 เดือนท่านมา

ในเดือนท่านมาอิรักได้ลงนามความตกลงด้านการข่าวกับรัสเซีย ซึ่งนั่นทำให้สหรัฐฯอารมณ์เสีย แถมถัดมาอีกไม่กี่วันรัสเซียยังจับมือกับคู่แค้นของสหรัฐฯ อีก 2 ชาติ ได้แก่ อิหร่านและซีเรีย ตั้งกองบัญชาการในพื้นที่ปลอดภัย หรือกรีนโซนในอิรัก อันเป็นที่ตั้งของสถานทูตสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้นรัสเซียยังเปิดฉากยิงมิสไซล์จากฐานเรือรบที่ลอยลำในทะเลแคสเปียน ข้ามน่านฟ้าของอิรัก เข้าไปถล่มเป้าหมายในซีเรีย มิหนำซ้ำนายกรัฐมนตรี ไฮเดอร์ อัล-อบาดี ของอิรัก ยังขอร้องให้รัสเซียช่วยยิงมิสไซล์ มาถล่มพวก ISIS ในอิรักให้อีกด้วย ในขณะที่สหรัฐฯหวั่นเกรงว่าจะสูญเสียอิรักให้แก่รัสเซียฯ ทั้งที่ได้ทุ่มงบประมาณและทหารไปแล้วจำนวนมาก

สำหรับเหตุผลที่อิรัก ปันใจเข้าหารัสเซียฯ เป็นเพราะสหรัฐฯ ได้ลดความช่วยเหลือแก่อิรักลงมากกว่า 80% หลังจากที่ส่งเข้ามาเป็นจำนวนมากในปี 2007 เพื่อต่อสู้กับกลุ่มอัลเคด้า นอกจากนี้การส่งอาวุธสนับสนุนยังล่าช้าลงไปอีกด้วย ใขณะที่กองทัพอิรักต้องการการคุ้มรองทางอากาศ แต่ก็ยังไม่ได้รับจนถึงตอนนี้

และดูเหมือนว่าปฏิบัติการถล่มทางอากาศของรัสเซียและพันธมิตรจะได้ผล เพราะการโจมตีอย่างหนักของพวกเขา ที่เมือง Baiji และเมือง Ramadi ช่วยคุ้มกันให้กองทัพอิรัก บักดันเจ้าไปยังแนวรบของ ISIS ได้อีกครั้ง ซึ่ง ISIS เองไม่เคยเชิญกับการโจมตีต่อเนื่องเช่นนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ดิ อิโคโนมิสต์ ทิ้งท้ายไว้ว่า อันตรายอย่างหนึ่งจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย ในอีกทางหนึ่ง คือการส่งเสริมอำนาจของมุสลิมชีอะห์ (มุสลิมกลุ่มน้อย) ในภูมิภาค ในขณะที่มุสลิมส่วนใหญ่ ยังคงยึดตึดกับสหรัฐฯ

ที่มา: The Economist

ปิดพาเนล
กลับขึ้นไปด้านบน