แสดงเมนู
แสดงช่องค้นหา

ก่อนลาโลก นักเขียนดังฝาก ข้อคิดชีวิต บทสุดท้าย แก่คนรุ่นหลัง

ความตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราจะจัดการชีวิตที่ยังมีอยู่อย่างไรให้มีความสุขนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ

Dr. Wayne Dyer จากโลกไปด้วยวัย 75 ปี

Getty Images
Getty Images

แม้ร่างเขาจะจากไปแล้ว แต่เขาได้ทิ้งบทเรียนชีวิตให้กับคนที่เหลือ

ครอบครัวของเขาเปิดเผยว่า เขามักจะพูดว่า เขาแทบจะทนไม่ไหวกับการการเดินทางครั้งใหม่ และแน่นอน เขาไม่เคยกลัวกับความตาย แม้ว่าพวกเราจะเสียใจกับการจากไปของเขา แต่เราก็รู้ว่าเขากำลังมีความสุขอยู่อีกที่นึง

ในปี 1976 Dyer ออกผลงานหนังสือชื่อ ‘Your Erroneous Zones’ ที่โด่งดังไปทั่วโลก มันเป็นหนังสือที่พูดถึงการมีชีวิตที่ดีขึ้น เขาได้รับเชิญไปพูดในหลายๆรายการ จนกระทั่งๆช่วงท้ายๆของชีวิต

นอกจากนี้เขายังเก่งมากในการนำเสนอความคิดของเขาในลักษณะบทกลอน

Getty Images
Getty Images

บทเรียนที่เขาเขียนสุดท้ายในเฟสบุคส่วนตัวก่อนวันสุดท้ายของชีวิตของเขาเป็นการเปรียบเทียบกับผลส้ม

“คลาสเรียนสุดท้ายของผม ผมเอาส้มหนึ่งผลไปด้วย ในห้องมีนักเรียนที่กระตือรือร้นอยู่คนหนึ่ง”

“หากผมบีบส้มผลนี้สุดแรง จะเกิดอะไรขึ้น” ผมถามเขา

เขามองผมด้วยสายตางงๆ “มันก็จะมีน้ำผลไม้น่ะสิ”

“คุณคิดว่ามันสามารถออกมาเป็นน้ำแอ๊ปเปิ้ลได้หรือไม่”

“ไม่” เขาตอบพร้อมหัวเราะ

“แล้วถ้าเป็นน้ำเกรปฟรุ๊ตล่ะ”

“ไม่ มันต้องเป็นน้ำส้มสิ”

“ทำไมล่ะ”

ตอนนี้เขาอาจจะรู้สึกประหลาดๆกับผมแล้วล่ะ “ก็มันเป็นผลส้มนี่หน่า”

ผมพยักหน้า

“งั้นลองสมมติดูหากผลส้มนี้เป็นคุณ หากมีคนมาบีบคุณ กดดันคุณ หรือทำอะไรให้คุณไม่พอใจ คุณอาจเต็มไปด้วยความโกรธ กลัว หรือความรู้สึกอะไรก็ตามมันออกมาจากภายในตัวของคุณเอง”

นี่เป็นบทเรียนที่ดีที่สุดบทหนึ่ง “สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากมีสิ่งภายนอกมาบีบคั้นคุณ มันไม่สำคัญว่าคนนั้นจะเป็นใคร แต่สิ่งที่ออกมาจากตัวคุณมันคือคุณ แล้วคุณก็สามารถกำหนดได้ว่าจะให้อะไรอยู่ในตัวของคุณบ้าง”

“หากมีคนมากดดันคุณ คุณอาจจะรู้สึกอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ความรัก นั่นเกิดจากคุณยอมให้มันเกิดขึ้นในตัวคุณเอง และเมื่อคุณกำจัดความรู้สึกในแง่ลบเหล่านั้นออกไปและแทนที่พวกนั้นด้วยความรัก คุณจะได้พบกับชีวิตที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง”

เขาตรวจพบว่าเป็นลูคีเมียเมื่อปี 2009

บทเรียนที่เขาทิ้งไว้ให้นั้นมีประโยชน์และสามารถนำมาปรับใช้ได้จริงในชีวิต ส่งต่อเรื่องดีๆแบบนี้ให้เพื่อนๆคุณดูด้วยสิ

ที่มา: Chicagostarbulletin

ปิดพาเนล
กลับขึ้นไปด้านบน